นับจากวันแรก จนถึงวันนี้… สถานการณ์ “ปลาหมอคางดำ” ดูเหมือนจะยังมืดมน ปลายทางผลลัพธ์ของการแก้ไขยังมองไม่เห็นรูปธรรมชัดเจน นับวัน ๆ ยิ่งระบาดรุนแรง และลุกลามไปหลายพื้นที่
ณ เวลานี้ อาจเรียกได้ว่า “ปลาหมอคางดำ” กลายเป็นกระจกสะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อรัฐก็ว่าได้…
ไทยพีบีเอสเก็บข้อมูลและวิเคราะห์การพูดถึง “ปลาหมอคางดำ” ในโลกออนไลน์ ช่วงระหว่าง 1 เม.ย. – 15 ก.ค. 69 หรือตลอด 107 วันที่ผ่านมา พบว่า มีกว่า 39,870 ข้อความ สร้างการมีส่วนร่วมกว่า 6.6 ล้านครั้ง
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้น…ไม่ใช่ปริมาณ
มันคือคำถามที่ว่า… อะไรกันแน่ที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องนี้มากที่สุด
ไม่ใช่แค่ภาพของปลาต่างถิ่นที่ยึดครองลำคลองและแหล่งน้ำ แต่คือ คำถามง่าย ๆ ที่กระทบทุกบ้าน
“ปลาในกระป๋องที่กินอยู่ทุกวัน คือปลาอะไรกันแน่ ?”
เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อม สู่ปัญหาปากท้องบนโต๊ะอาหาร
สิ่งที่ทำให้กระแสในช่วงนี้พุ่งทะยาน คือ ดรามา “ปลากระป๋องไม่ตรงปก”
จุดเริ่มต้นคือคลิปเปิดปลากระป๋องพิสูจน์เนื้อปลาของผู้ใช้โซเชียลฯ รายหนึ่ง ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ก่อนจะลุกลามเป็นเรื่องระดับชาติ เมื่อ สส. ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน เจ้าของโรงงานออกมาขอโทษ และปิดท้ายด้วยผลตรวจ DNA ที่ขัดแย้งกันเองในกลางเดือนกรกฎาคม
ช่วง 3-14 พ.ค. 69 เพียง 12 วัน กวาด Engagement ไปถึง 3,154,858 ครั้ง หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) ของ Engagement ทั้งหมด
5 ปมเดือดที่สังคมจี้ถามรัฐ
คนไทยไม่ได้โกรธเพียงเพราะมีปลาต่างถิ่น แต่โกรธเพราะรู้สึกว่า “แก้ปัญหาไม่จบสักที”
- 15.2% ว่าด้วยเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ หรือไม่มีการจัดสรรอย่างต่อเนื่องสำหรับการกำจัดปลาหมอคางดำ
- 12.3% เมื่อคำถามไม่เคยมีคำตอบ ใครคือต้นตอที่นำเข้าปลาชนิดนี้ และใครควรต้องรับผิดชอบ ?
- 8.9% ช่องโหว่ของกฎหมาย มาตรฐานอาหารและฉลากสินค้าที่ถูกจุดประเด็นด้วยกรณีปลากระป๋อง ความไม่ไว้ใจไม่จำกัดแค่ปลาในน้ำอีกต่อไป แต่ลามไปถึงความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบอาหารทั้งระบบ
- 6.3% ความเฉื่อยชา เมื่อรัฐบาลดีแต่พูด ไม่ลงมือแก้จริงจัง
- 2.2% ข้อมูลขัดแย้งกันเอง หน่วยงานรัฐโยนความรับผิดชอบไปมา
ซึ่งจากปมสุดท้ายนี้ ยิ่งชัดเจนขึ้นในเดือนกรกฎาคม…
จากผลตรวจแล็บชุดหนึ่งบอกว่า “ไม่พบ” ปลาหมอคางดำในปลากระป๋อง แต่อีกชุดหนึ่งที่ถูกนำมาเปิดเผยล่าสุด กลับพบเป็น “ปลาหมอคางดำ”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนไทยกลัวจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่ปลากระป๋อง
ดรามาปลากระป๋องอาจเป็นตัวดึง Engagement แต่เมื่อเจาะลึกลงไปที่ “ความกังวลใจ” ของผู้คนจริง ๆ
- ยังคงเป็นเรื่อง “ระบบนิเวศพังทลาย และปลาท้องถิ่นสูญพันธุ์” (36.1%)
- ความปลอดภัยทางอาหารและการปนเปื้อนในปลากระป๋อง (32.8%)
ตัวเลขที่เกือบเทียบเท่ากันนี้ กำลังบอกอะไร ?
สำหรับคนไทยจำนวนมากในปีนี้ “ปลาหมอคางดำ” ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวในคลองหรือบ่อกุ้งอีกต่อไป
มันกลายเป็นคำถามที่ตามมาถึงหน้าตู้กับข้าวในบ้านตัวเอง…
แต่เมื่อถามว่า กินได้ไหม ? คำตอบส่วนใหญ่ คือ “เฉย ๆ”
หนึ่งในมาตรการที่ถูกพูดถึง นั้นคือ การชวนคนไทยกินปลาหมอคางดำ เพื่อช่วยลดจำนวนประชากร
ซึ่งจากเสียงส่วนใหญ่ในโซเชียลฯ ไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นหรือกังวลกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ กว่า 80.9% ของข้อความที่พูดถึงการนำปลาชนิดนี้มาปรุงอาหาร เป็นเพียงการบอกเล่าข้อเท็จจริง
ส่วนเมนูใหม่ในการแปรรูป ก็ไม่มีการแสดงออกถึงความกังวลหรือสนับสนุนชัดเจน มีเพียง 11.8% ที่มองว่า กินได้ ปลอดภัย ไม่ต่างจากปลานิลทั่วไป ขณะที่ อีก 7.3% ยังคงกังวลและไม่กล้ากิน
ความ “เฉย ๆ” ที่ครองสัดส่วนสูงสุดนี้ อาจไม่ได้แปลว่าคนไทยไม่สนใจ แต่อาจสะท้อนว่า การรณรงค์ให้กินปลาชนิดนี้ยังไปไม่ถึงจุดที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างจริงจัง
ต่างจากเรื่องปลากระป๋อง ที่จุดความกังวลเรื่อง “กินอะไรอยู่โดยไม่รู้ตัว”
ถึงที่สุด… ไม่ว่าผู้คนจะสนใจสิ่งแวดล้อมหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อกระทบกับชีวิตประจำวันของทุกคนโดยตรง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมปลาตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ถึงสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมได้มากขนาดนี้
ที่มา: รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Social Listening : Zocial Eye
📑 ชวนเกาะติดวิกฤตสิ่งแวดล้อม พร้อมสรุปข้อมูลเจาะลึกผ่าน Infographic ให้คุณเข้าใจง่ายขึ้น ‣ www.thaipbs.or.th/TheVisualInfo
