The Power of 1% : "ผู้หญิง" เศษส่วนอำนาจ การเมืองไทย

สำรวจเพดานแก้ว: อุปสรรคขัดขวาง สส. หญิง 1% ในรัฐสภาไทย

แม้ในทะเบียนราษฎร์ของประเทศไทย จะมีสัดส่วนประชากรหญิงมากกว่าชาย แต่ในสมการอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว เสียงของผู้หญิงกลับแผ่วเบาจนน่าใจหาย

ท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องลงบนเก้าอี้ในห้องประชุมสุริยัน ประจำรัฐสภา ภาพที่เรามักจะเห็นกันจนชินตา คือภาพของกลุ่มคนที่แต่งกายด้วยชุดสูทสีเข้ม ยืนอภิปรายเรื่องนโยบายและอนาคตของประเทศกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน แต่หากเราลองกวาดสายตาให้ทั่ว และหยุดมองให้นานขึ้น เราจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า “พื้นที่” เหล่านั้น 99% เป็นของ “นักการเมืองชาย” และมีนักการเมืองหญิงอยู่เพียง 1% เท่านั้น

ตัวเลข 1% ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดขึ้น เพราะผู้หญิงไม่มีความสามารถ แต่เป็นผลพวงจากแนวคิดแบบ “ปิตาธิปไตย” ที่วางโครงสร้างการเมืองไทย ให้กลายเป็นสนามรบของ ‘สุภาพบุรุษ’ ไม่ใช่ ‘สุภาพสตรี’ ด้วยค่านิยมที่ฝังหัวว่า “การเมืองและประชาธิปไตยเป็นเรื่องของผู้ชาย” ซึ่งถูกเปลี่ยนผ่านให้กลายเป็น ‘เพดานแก้วล่องหน’ กีดกันไม่ให้ผู้หญิงก้าวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของอำนาจได้อย่างเท่าเทียม

The Visual By Thai PBS คุยกับ ดร.ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการด้านสตรีนิยม และอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยเบื้องหลังของ สส.หญิง 1% ผู้ทรงอำนาจในรัฐสภาไทย พร้อมหาทางออกร่วมกันว่า สังคมไทยควรทำอย่างไร เพื่อให้ความเท่าเทียมทางเพศเบ่งบานได้ ในชนชั้นการเมืองการปกครอง

ดร.ชเนตตี ทินนาม
ดร.ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการด้านสตรีนิยม และอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สส.หญิง : 1% ในเงาอำนาจรัฐสภาไทย

ผู้หญิงกับการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนัก เพราะในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อปี พ.ศ. 2475 ก็มีผู้หญิงจำนวนมากสนใจลงเล่นการเมือง

ในฐานะ ‘ตัวแม่สตรีนิยม’ ที่สวมหมวกนักสื่อสารมวลชนไปพร้อมๆ กันด้วยนั้น ชเนตตีได้บอกเล่าการเดินทางของ ‘สส.หญิง’ รุ่นแรกๆ ให้เราฟัง ซึ่งเป็นองค์ความรู้จากวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก เรื่อง “ประวัติศาสตร์วาทกรรมความรุนแรงต่อผู้หญิงในสื่อ พ.ศ. 2449-2519” ที่เธอเคยทำไว้ สมัยที่ยังเป็นนิสิต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“จริงๆ แล้ว ผู้หญิงสนใจในการเมืองมาโดยตลอด จากข้อมูลที่บันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ปี พ.ศ. 2512 เป็นปีที่มีผู้หญิงลงสมัครรับเลือกตั้งมากถึง 32 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมากเป็นประวัติการณ์ ถึงแม้ว่าจากผู้สมัคร 32 คน สุดท้ายได้รับเลือกให้เป็น สส. จริงๆ แค่ 6 คนก็ตาม”

แต่ก็เหมือนฉายหนังวนซ้ำเรื่องเดิม สุดท้ายหลังการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2517 ก็มีผู้หญิงได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำงานในรัฐสภาแค่ 3 คน – เป็นสถิติที่ดูเผินๆ เหมือนจะก้าวไปข้างหน้า แต่ก็ยัง ‘ถอยหลัง’ กลับมาอยู่เสมอ

ไม่แตกต่างอะไร กับการเลือกตั้งใหญ่ของไทย ในปี พ.ศ. 2566 และ ปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจากการเก็บข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ) เราจะพบว่า ภายใต้การเติบโตของสัดส่วนผู้หญิง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนจะก้าวหน้าขึ้นทุกปี แต่สุดท้ายก็ยังวนเวียนอยู่ภายใต้ ‘เพดาน’ เดิมอยู่ดี

🟩 หรือคิดเป็น

1.44%

ของผู้สมัครทั้งหมด

🟪 หรือคิดเป็น

1.95%

ของผู้สมัครทั้งหมด

ซึ่งเพดานที่ว่านั้น ก็ไม่ใช่เพดานคอนกรีตที่มองเห็นได้ง่าย หากแต่เป็น ‘เพดานแก้ว’ ที่โปร่งใส และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคืออุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ตั้งแต่ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ภาระทางครอบครัว ไปจนถึงค่านิยมทางสังคม ที่ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ว่า ‘ผู้หญิง’ ไม่สมควรที่จะมีบทบาทโดดเด่นในพื้นที่สาธารณะ

ส่องมิติทับซ้อนของเพดานแก้ว : อุปสรรคนานัปการ ที่นักการเมืองหญิงต้องเจอ ?

แม้ว่าผู้หญิงจะมีสัดส่วนในพื้นที่ทางการเมืองไม่มาก แต่จำนวนที่ไม่มากเหล่านี้ ก็ยังต้องเผชิญกับปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้พวกเธอเหล่านั้น ต้องตก ‘เป็นรอง’ อยู่บ่อยครั้ง ในสถานการณ์ทางการเมือง

โดยด่านแรกที่พวกเธอต้องเจอ นั่นคือการถูกตั้งคำถามจากสังคม ถึงสถานะความเป็นแม่ ความเป็นเมีย หรือความเป็นลูกสาว ที่ขาดหายไป เมื่อเธอตัดสินใจลงเล่นการเมือง เพื่อเพิ่มบทบาทการเป็น ‘ผู้นำ’ หรือตัวแทนของสังคมให้กับตนเอง นอกจากบทบาทลูกสาว, บทบาทเมีย และบทบาทแม่ ที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

“เวลานักการเมืองหญิงที่มีลูก มีสามี กระโดดลงมาเล่นการเมือง สิ่งแรกที่สังคมตั้งคำถามถึง คือสถานภาพในครอบครัวของเธอเป็นอย่างไร ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงทิ้งลูก ทิ้งสามีมาลงเลือกตั้ง ทำอย่างนี้แล้วใครจะเป็นคนดูแลครอบครัว ทำเหมือนหน้าที่ตรงนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ที่จะละทิ้งไปไม่ได้”

ในขณะที่นักการเมืองชาย ซึ่งมีลูก หรือมีภรรยาแล้ว จะไม่เจอกับการตั้งคำถามในกรณีเดียวกัน นั่นเป็นเพราะสังคมยังผูกติด ‘ผู้หญิง’ ให้อยู่กับบทบาทช้างเท้าหลัง ผู้ดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนในบ้าน และการลงเล่นการเมือง ทำให้ครอบครัว ‘บกพร่อง’

ถัดมาคือการวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอก มากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย ซึ่งควรจะเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญอันดับหนึ่ง ในการเลือกผู้นำมาขับเคลื่อนประเทศ มากกว่าการถูกวัดระดับความสวยงามทางกายภาพ หรือการถูกทำให้กลายเป็นเพียงแค่วัตถุ ที่มีแต่รูปร่างหน้าตา เสื้อผ้า บุคลิก หรือทรงผมเพียงอย่างเดียว

จากการวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอก ในหลายครั้งก็อาจนำไปสู่การคุกคามทางเพศ ด้วยวาจา (verbal sexual harassment) ที่เกิดขึ้นผ่านพื้นที่สื่อออนไลน์ ที่มีผู้รับรู้และร่วมเสพเนื้อหาจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น จากกรณีที่ “โดม ปกรณ์ ลัม” นักร้อง-นักแสดงชาย ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นคุกคามทางเพศใต้ภาพของ “จินนี่ – ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ” ผู้ช่วยหาเสียง พรรคไทยสร้างไทย และมีศักดิ์เป็นลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ถึงแม้ว่าพฤติกรรมดังกล่าว จะไม่ใช่การละเมิดทางเพศทางร่างกายโดยตรง แต่ก็ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจน

อีกหนึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย กับนักการเมืองหญิง คือการใส่ร้ายป้ายสี หรือการสร้างเรื่องอื้อฉาวทางเพศ เพื่อบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ และลดทอนศักยภาพที่ ‘พวกเธอ’ มีในพื้นที่ทางการเมือง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด และถูกพูดถึงกันมาทุกยุคทุกสมัย คือวาทกรรม “ว.5 โฟร์ซีซั่นส์” หรือ “ปูเอาอยู่” ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ซึ่งถูก 3 อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นายศิริโชค โสภา, นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และนายเทพไท เสนพงศ์ กล่าวหาว่า พักการประชุมสภาฯ ไปพบปะ ‘นักธุรกิจ’ ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์

แม้ภายหลัง อดีต 3 สส. พรรคประชาธิปัตย์ จะออกมาขอโทษผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาสั่งจำคุกในคดีหมิ่นประมาท แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้ถูก ‘จารึก’ ลงในหอจดหมายเหตุการเมืองไทย และทำให้ชื่อเสียงของอดีตนายกฯ หญิงคนแรกได้เสียหายลงไปแล้วเรียบร้อย

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือมิติของ ‘เพดานแก้ว’ ที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนรู้สึก ‘หวาดกลัว’ ที่จะลงเล่นการเมือง และมีบทบาทบนพื้นที่สาธารณะ

ซึ่งเกิดจากค่านิยมแบบปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) แนวคิดที่ยกย่องให้ ‘เพศชาย’ เป็นศูนย์กลางของโลก และมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะในฐานะพ่อ สามี ลูกชาย หรือผู้นำประเทศ ด้วยข้อได้เปรียบทางเพศสภาพที่เหนือกว่าเพศอื่นๆ และหยิบเอาเรื่อง ‘ใต้สะดือ’ หรือบทบาททางเพศ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่สมัยโบราณกาล มาเป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าของนักการเมืองหญิงอยู่ร่ำไปนั่นเอง

“การที่นักการเมืองหญิง ตกเป็นเหยื่อของการถูกคุกคามทางเพศในพื้นที่ทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง มันสะท้อนให้ภาพใหญ่ในสังคมปกติ ที่ผู้หญิงธรรมดาเอง ก็ตกเป็นเหยื่อของการถูกคุกคามทางเพศในระดับต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน และมันเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะอยากพบเจอซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า”

เมื่อโครงสร้างทางวัฒนธรรม คือรากฐานของ ‘เพดานแก้ว’

ชเนตตีเล่าว่า “เพดานแก้ว” ที่กีดกันความก้าวหน้าของนักการเมืองหญิง มีจุดเริ่มต้นมาจากรากฐานทางประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในสมัยก่อน ซึ่งไม่ได้นับผู้หญิงเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าในทางกฎหมายแล้ว สิทธิในการเลือกตั้งของผู้หญิงและผู้ชายจะเท่าเทียมกัน แต่โครงสร้างของวัฒนธรรม ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปตามโครงสร้างของกฎหมาย

“แนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในสมัยก่อน เขาจะนำความเป็นพลเมืองไปผูกติดอยู่กับความเป็นชายเสียส่วนใหญ่ เพราะผู้ชายเป็นเพศที่แข็งแกร่ง เป็นแรงงาน เป็นหัวหน้าครอบครัว ในขณะที่ผู้หญิงจะถูกมองว่าเป็นพลเมืองชั้น 2 เพราะมีหน้าที่แค่ดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน ดังนั้น เธอไม่มีสิทธิออกเสียง หรือเรียกร้องอะไรทั้งนั้น”

ซึ่งหากมองในเลนส์ของคนปัจจุบัน แนวคิดเหล่านี้ อาจจะ ‘ตกยุค’ ไปนานแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘รากฐาน’ ของมัน ยังคงอยู่ ดังนั้น นักการเมืองหญิง ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง จึงต้องต่อสู้กับบรรทัดฐานหรืออคติทางเพศ ที่เคยจัดวางให้ผู้หญิงไม่มีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าพวกเธอ ‘แข็งแกร่ง’ พอที่จะยืนบนเส้นทางนี้จริงๆ

พวกเธอต้องเก่งให้เป็นที่ประจักษ์ ต้องมีพรรคพวก ครอบครัว หรือนายทุนคอยหนุนหลัง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เพื่อต่อสู้กับ ‘เพดานแก้ว’ ที่กดทับความสามารถที่แท้จริงของเธอเอาไว้

สิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า ‘เพดานแก้ว’ ที่มองไม่เห็นนั้น ยังมีอยู่เสมอ คือสัดส่วนของนักการเมืองหญิงในพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งมีอยู่เพียง 1% ในสภา ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่อยู่ในชนชั้นกลาง มีต้นทุนทางสังคม มีทุนในทางเศรษฐกิจ หรือเป็นผู้หญิงที่มีสายสัมพันธ์ เป็นเครือญาติของตระกูลการเมือง ซึ่งการกระจุกตัวของนักการเมืองผู้หญิงที่มีน้อยอยู่แล้วนี้ ก็สะท้อนความไม่หลากหลายของตัวแทนผู้หญิง

เพราะเรายังต้องการ ‘ผู้หญิง’ ที่เป็นตัวแทนทางการเมือง ซึ่งมาจากสายแรงงาน มาจากชนบท ที่เป็นคนชายขอบ เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นผู้หญิงที่เคยมีประสบการณ์การยุติการตั้งครรภ์ ผู้หญิงชนเผ่า หรือผู้หญิงต่างศาสนา ซึ่งพื้นที่ทางการเมืองตรงนี้ ยังไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับพวกเธอ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้หญิงที่มีอยู่อันน้อยนิด 1% ในสภา ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจครบถ้วนอยู่แล้ว

หากเพดานแก้วนั้นไม่มีอยู่จริง เราจะต้องเห็นนักการเมืองหญิงที่มีศักยภาพ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับตระกูลทางการเมือง ซึ่งคอยอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนให้มีนายกฯ หญิงมากกว่านี้

“ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การที่เรามีนายกฯ หญิง 2 คนในประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สถานภาพทางการเมืองของผู้หญิงในประเทศไทยก้าวหน้า เพราะการมีอยู่ หรือการเข้าถึงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของพวกเธอ ยังผูกโยงกับความเป็นชาย นั่นก็คือต้นตระกูลของนักการเมืองหญิง 2 ท่านนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้เธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดอยู่ดี” ชเนตตีกล่าว

เมื่อรากฐานทางสังคมและประวัติศาสตร์ ไม่ได้จัดวางให้ผู้หญิงมีพื้นที่ในที่สาธารณะเท่ากับผู้ชาย แม้กระทั่งในฐานะที่เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งทำให้ผู้คนในสังคม “ขาดความเชื่อมั่น” ในตัวนักการเมืองหญิง หรือเชื่อว่าผู้หญิงไม่สามารถปกครองกระทรวงใหญ่ ๆ ได้ หรือเป็นได้แค่สีสันในสภา ถึงแม้จะผ่านการเลือกตั้ง และเข้าถึงอำนาจในการบริหารแล้วก็ตาม

ทำไมเสียงของนักการเมืองหญิง 1% ในสภา ถึงมีความสำคัญ ?

แม้ว่า จำนวน สส. หญิง จะไม่ใช่ตัวชี้วัดความเสมอภาคทางเพศในสภา แต่การมี ‘ผู้หญิง’ ช่วยขับเคลื่อนนโยบาย ‘เฉพาะด้าน’ ทางสังคม ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยเกี่ยวกับ “ปัญจญัติ” (Panchayats) หรือสภาท้องถิ่นในอินเดีย พบว่าในพื้นที่ที่มีสภาภายใต้การนำของผู้หญิง มีโครงการพัฒนาระบบน้ำดื่มสูงกว่าพื้นที่ที่นำโดยผู้ชาย ถึง 62%

สอดคล้องกับผลการศึกษาจากนอร์เวย์ที่ชี้ชัดว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในสภาท้องถิ่น ส่งผลโดยตรงต่อความครอบคลุม และคุณภาพของระบบการดูแลบุตรหลานในชุมชนด้วย

นอกจากนี้ จากข้อมูล UN Women ยังสะท้อนว่า การที่มีผู้หญิงทำงานร่วมกันแบบข้ามพรรคการเมือง ในรูปแบบของ “กลุ่มสตรีสมาชิกรัฐสภา” (Women’s Caucuses) ได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเธอสามารถก้าวข้ามความขัดแย้ง และอุดมการณ์ที่แตกต่างของพรรคการเมือง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านความเสมอภาคทางเพศ เช่น การขจัดความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรและการดูแลเด็ก กฎหมายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงการปฏิรูปการเลือกตั้งได้ดีกว่า

โดยชเนตตีมองว่า เสียงของ สส.หญิง ในสภา เป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งในแง่ของหลักการความเสมอภาคทางเพศสากล และความหลากหลายทางสังคม เพื่อให้เกิดความสมดุลในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อให้ประเด็นสังคมบางอย่าง ซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’  หรือไม่นับเป็นโยบายที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ที่ผ่านมา มีประเด็นหลายอย่างในสังคม ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญในวิธีคิดแบบปิตาธิปไตย เช่น ความรุนแรงในครอบครัว, การถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ หรือการยุติการตั้งครรภ์ ถ้าเรามีเสียงของผู้หญิงมากขึ้น ผู้หญิงจะทำให้เรื่องเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ที่ถูกสะท้อนผ่านทางเจ้าของประสบการณ์ ซึ่งประสบปัญหาในเรื่องเหล่านี้จริงๆ และต้องเป็นเสียงของผู้หญิงเท่านั้น ที่จะทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีความหมาย”

นอกจากนี้ ‘ความเป็นผู้หญิง’ จะทำให้สภาผู้แทนราษฎร ลดความแข็งกร้าวในการเป็นพื้นที่แห่งการช่วงชิงอำนาจลง และกลายเป็นพื้นที่ที่ ‘ผู้แทน’ จะหันมาพูดคุยเรื่องของมนุษย์ กล้าพูดในเรื่องของความเจ็บปวด ความอยุติธรรม กล้าพูดในเรื่องความรักความเมตตา กล้าพูดในเรื่องของความกลัว และความหวัง ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างสังคมที่เป็นธรรม

นักการเมืองหญิงจะข้ามผ่าน ‘เพดานแก้ว’ ได้อย่างไร ?

ชเนตตีเชื่อว่า นักการเมืองหญิงในอนาคต อาจมีจำนวนมากกว่า 1% ถ้าโครงสร้างทางวัฒนธรรม ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ และทำให้ทัศนคติของคนในสังคม ไม่นำเรื่องเพศมาเป็นปัจจัยหลักในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ต้องเริ่มต้นจากการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน ที่มองเห็นคุณค่าและศักยภาพของผู้หญิง มองเห็นว่าพวกเธอก็มีความสามารถที่จะเป็นผู้นำ สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร หรือมีบทบาทในการกำกับนโยบายในระดับประเทศได้เช่นกัน

“เราต้องทำลายมายาคติที่ว่าผู้ชายหรือสามี เป็นผู้นำครอบครัวได้ดีกว่าผู้หญิง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เห็นว่า ถ้าผู้หญิงจะออกมาเป็นผู้นำในพื้นที่สาธารณะ หรือผู้นำในครอบครัว พวกเธอก็สามารถทำได้ดีเหมือนกัน”

แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การแก้ปัญหาเรื่องนี้จะแก้ไขในเชิงนามธรรมอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องกลับไปแก้โครงสร้างสวัสดิการทางสังคม ที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้หญิงได้มีเวลาพัฒนาศักยภาพในด้านอื่น

เพราะบนโลกใบนี้ ยังมีผู้หญิงอีกจำนวนมาก ที่ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำทางการเมืองได้ เพราะต้องแบกรับภาระในการดูแลครอบครัว เช่น ต้องดูแลพ่อแม่ในบั้นปลายของชีวิต ต้องดูแลลูก หรือดูแลสามี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกัน

“เพื่อให้ผู้หญิงมีโอกาสมากขึ้นในพื้นที่ทางสังคม เราควรจะมีระบบสวัสดิการที่ดี เช่น มีสวัสดิการสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดบทบาทของลูกสาวที่ต้องดูแลพ่อแม่ในยามแก่ชรา มีเนิร์สเซอรี่สำหรับดูแลเด็กเล็ก ที่มีคุณภาพสำหรับทุกชุมชน เพื่อช่วยลดภาระที่ผู้หญิงต้องแบกรับภายในบ้านเพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้หญิงสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งในทางการเมืองได้มากขึ้นด้วย”

สุดท้ายแล้ว การเพิ่มสัดส่วน สส. หญิง ในสภา ไม่ใช่แค่การ “ขอส่วนแบ่ง” จากนักการเมืองชาย แต่คือการคืนความปกติให้แก่สังคมไทย เพื่อให้โครงสร้างอำนาจหลุดพ้นจากเพดานแก้วของค่านิยมแบบปิตาธิปไตย และทำให้การปกคองในระบอบประชาธิปไตยมีความ ‘หลากหลาย’ มากยิ่งขึ้น

เราอาจจะได้เห็นกฎหมายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เห็นการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting) ซึ่งครอบคลุมความต้องการที่แตกต่างกันของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายในสังคม และได้เห็นการเมืองที่ดูแล “ชีวิตผู้คน” มากกว่า “เกมชิงอำนาจ” บนกระดานทางการเมือง

เพื่อให้รัฐสภากลายเป็น ‘พื้นที่ปล่อยของ’ สำหรับทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร และเป็นพื้นที่ที่ปราศจากอคติทางชนชั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็น ‘ภาพใหญ่’ ของความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทยจริงๆ เสียที

เจาะลึกบทบาทผู้หญิงทรงอำนาจ ได้ที่

Content Creator

Nawaphon Rueangsri